
สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ผู้เสียหาย มาตรา 2(4)***** และผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามมาตรา 4*,5****,6* โดยเฉพาะมาตรา 5 ให้ระวังในเรื่องความหมายของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้สืบสันดาน บุพการี สามี ภริยา และตามมาตรา 5(2) จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายถึงตายหรือไม่สามารถจัดการเองได้ซึ่งเป็นผลจากการกระทำความผิดดูต่อไปถึงมาตรา 3*** เรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มีอยู่ 5 กรณี
มาตรา 2 (4) บุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมถึงบุคคลผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ตาม ม. 4 , 5 , 6 ด้วย
ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย
บุคคลจำต้องรับผิดในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำควรบัญญัติเป็นความผิด & กำหนดโทษไว้ ดังนั้น เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง การกระทำความผิดนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใด = บุคคลนั้นเป็นผู้เสียหาย ตาม ปวิอ. ม. 2 ( 4 ) ซึ่งผู้เสียหายนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง ( ผู้เสียหายโดยตรง ) กล่าวคือ
(1) มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น
(2) บุคคลนั้นได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำนั้น
(3) บุคคลนั้นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย = ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด (ไม่ว่าจะเป็นตัวการ / ผู้ใช้ / ผู้สนับสนุน)
= ต้องไม่เป็นผู้ยินยอมให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
= การกระทำผิดนั้นต้องมิได้มีมูลมาจากการที่ตนเองมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย
ความสงบเรียบร้อย / ศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะไปร้องทุกข์ / กล่าวโทษ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตาม กม. ต่อไป แต่กฎหมายมิได้บังคับให้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์เสมอ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว / ความผิดอาญาแผ่นดิน ถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะมิได้ไปร้องทุกข์ไว้ก่อนก็มีอำนาจฟ้องคดีได้
- ในกรณีที่มิได้มีการร้องทุกข์ไว้ = การฟ้องคดีนั้น จะต้องฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ( ตามอายุความร้องทุกข์ ตาม ปอ. ม. 96 ) และ
- ในกรณีที่ได้มีการร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว = ผู้เสียหายสามารถฟ้องได้ภายในอายุความที่กำหนดไว้ตามโทษแห่งความผิดที่เกิดขึ้น (ปอ. ม. 95 ) การร้องทุกข์ให้เป็นไปตาม ปวิอ. ม. 123 , ม. 124 , ม. 125 ซึ่งแม้จะได้ร้องทุกข์ไว้แล้วก็สามารถแก้ / ถอน คำร้องทุกข์นั้นได้ ( ม.126)
* คำร้องทุกข์ มาตรา 2 (7) = การที่ ผู้เสียหายได้กล่าวหา ต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ( จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ) กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย & การกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
มาตรา 3 อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มีอยู่ 5 กรณี
มาตรา 4 ผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี = หญิงนั้นมีสิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากสามีภายใต้บังคับแห่ง ม. 5 (2) สามีมีสิทธิฟ้องคดีอาญาแทนภริยาได้ = ต่อเมื่อได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภริยา
มาตรา 5 บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรม / ผู้อนุบาล = เฉพาะแต่ในความผิดที่ได้กระทำต่อผู้เยาว์ / ผู้ไร้ความสามารถที่อยู่ในความดูแล
(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี / ภริยา = เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย / บาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
(3) ผู้จัดการ / ผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคล = เฉพาะแต่ความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น
ข้อสังเกต : ตาม (1) ผู้เยาว์มีอำนาจร้องทุกข์ & ถอนคำร้องทุกข์ได้เอง แม้จะขัดต่อความประสงค์ของผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม & ผู้แทนโดยชอบธรรมจะมาถอนคำร้องทุกข์ของผู้เยาว์ก็ไม่ได้ผู้แทนเฉพาะคดี
มาตรา 6 ในคดีอาญา ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ ( ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม ) / เป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถ ( ไม่มีผู้อนุบาล ) หรือ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม หรือ ผู้อนุบาล ไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่โดยเหตุใดเหตุหนึ่ง ( รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์ หรือ คนไร้ความสามารถนั้นๆ ) = ญาติของผู้นั้น / ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง อาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีได้ เมื่อ ศาลได้ไต่สวน แล้ว = ให้ศาลตั้งผู้ร้อง / บุคคลอื่น ( ซึ่งยินยอม ) ตามที่เห็นสมควรเป็นผู้แทนเฉพาะคดี ( เมื่อไม่มีผู้ใดเป็นผู้แทน ให้ศาลตั้งพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทน ) ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในเรื่องขอตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี
การสืบสวน / สอบสวนที่ชอบด้วย กม. ต้อง
1. ได้กระทำโดยเจ้าพนักงาน ซึ่ง กม. ให้มีอำนาจ & หน้าที่ทำการสอบสวน เป็นพนักงานสอบสวนตาม ม. 2 (6)
2. พนักงานสอบสวนจะต้องมีเขตอำนาจที่จะสอบสวนคดีนั้นได้ (ตาม หลักม. 18- 21)
- ผู้มีอำนาจสืบสวน ม. 17 ,18 = พนักงานฝ่ายปกครอง / ตำรวจ มีอำนาจทำการสืบสวนได้ & พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสืบสวนได้ในตัว เว้นแต่ เป็นพนักงานสอบสวนที่¹ พนักงานฝ่ายปกครอง / ตำรวจ เช่น อัยการสูงสุด ( ม.20) ไม่มีอำนาจที่จะสืบสวนได้
- ผู้มีอำนาจสอบสวน ตามปกติ พนักงานสอบสวนทุกคนมีอำนาจสอบสวนได้ทั่วราชอาณาจักร แต่ พนักงานสอบสวนคนใดจะเป็นผู้รับผิดชอบคดี แบ่งแยกได้เป็น 3 กรณี
1. กรณีความผิดธรรมดาทั่วไป ( *ถ้าความผิดเกิดขึ้นในเรือไทย / อากาศยานไทย = พสส. กองปราบปรามเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน ตาม ปอ.ม.4) มาตรา 18 ใน จังหวัดอื่น ( นอกจาก กทม. ) ให้ พนักงานฝ่ายปกครอง / ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรี / เทียบเท่านายร้อยตำรวจตรี ขึ้นไป = มีอำนาจสอบสวน 1) ความผิดอาญา ซึ่ง 1.1 ได้เกิด / 1.2 อ้าง / 1.3 เชื่อว่าได้เกิด ภายในเขตอำนาจของตน หรือ 2) ผู้ต้องหามีที่อยู่ / ถูกจับ ภายในเขตอำนาจของตนได้สำหรับใน กทม. ให้ ข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรี / เทียบเท่านายร้อยตำรวจตรี ขึ้นไป = มีอำนาจสอบสวน 1) ความผิดอาญา ซึ่ง 1.1 ได้เกิด / 1.2 อ้าง / 1.3 เชื่อว่าได้เกิด ภายในเขตอำนาจของตน หรือ 2) ผู้ต้องหามีที่อยู่ / ถูกจับ ภายในเขตอำนาจของตนได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ ใน ม. 19 ม. 20 และ ม. 21 ความผิดอาญาเกิดขึ้นในเขตอำนาจ ของพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่ พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ในการสอบสวนความผิดนั้นๆ เพื่อดำเนินคดี ( เว้นแต่ เมื่อมีเหตุจำเป็น / เพื่อความสะดวก = จึงให้ พนักงานสอบสวนแห่ง ท้องที่ที่ผู้ต้องหา มีที่อยู่ / ถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการสอบสวน )ใน เขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน = การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของ พนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น / ผู้รักษาการแทน
2. กรณีความผิดคาบเกี่ยว / เกี่ยวพัน
มาตรา 19 บัญญัติว่า ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เป็นการ ไม่แน่ว่า การกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใด ในระหว่างหลายท้องที่
(2) เมื่อ ความผิดส่วนใดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่ อีกส่วนกระทำในอีกท้องที่หนึ่ง
(3) เมื่อ ความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่อง และ กระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(4) เมื่อเป็น ความผิดหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน
(5) เมื่อความผิดเกิดขึ้น ขณะ ผู้ต้องหา กำลังเดินทาง
(6) เมื่อความผิดเกิดขึ้น ขณะ ผู้เสียหาย กำลังเดินทาง
= พนักงานสอบสวน ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจในการสอบสวนได้
ในกรณีข้างต้น พนักงานสอบสวน ต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
(ก) ถ้า จับ ผู้ต้องหา ได้แล้ว คือ พนักงานสอบสวนซึ่ง ท้องที่ที่จับได้ อยู่ในเขตอำนาจ
(ข) ถ้า จับ ผู้ต้องหา ยังไม่ได้ คือ พนักงานสอบสวนซึ่ง ท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อน อยู่ในเขตอำนาจ
ข้อสังเกต : - ถ้ามีการร้องทุกข์ & เริ่มทำการสอบสวนตลอดมาในขณะที่จับผู้ต้องหาไม่ได้ แต่ท้องที่อื่นอีกท้องที่หนึ่งเพิ่งมาจับตัวได้ = (ข) พสส.ท้องที่ที่เริ่มสอบสวน = พบการกระทำความผิดก่อน = เป็นผู้รับผิดชอบ (ไม่ใช่ว่าเมื่อจับตัวได้แล้ว ท้องที่ที่จับได้จะกลายเป็นผู้รับผิดชอบ)
- ถ้าเริ่มทำการสอบสวนพร้อมกัน = (ก) ท้องที่ไหนจับตัวผู้ต้องหาได้ก่อน = พสส.ท้องที่ที่จับได้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อ พสส. อีกท้องที่จะยังคงสอบสวนต่อไปจนสรุปสำนวนส่งอัยการเพื่อฟ้อง® ไม่มีอำนาจสอบสวน = ถือว่ามิได้การสอบสวนโดยชอบ®อัยการไม่มีอำนาจฟ้องได้ ตาม ม.120
3. ความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร
มาตรา 20 ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้ กระทำลงนอกราชอาณาจักร = ให้อธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด) / ผู้รักษาการแทน เป็น พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ ( หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดก็ได้ )ในกรณีจำเป็นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งจาก อธิบดีกรมอัยการ/ผู้รักษาการแทน
(1) พนักงานสอบสวน ซึ่ง ผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจ
(2) พนักงานสอบสวน ซึ่ง รัฐบาลประเทศอื่น / บุคคลที่ได้รับความเสียหาย ได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา
ข้อสังเกต : ความผิดที่ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ตาม ปอ.ม.4 วรรค 2 , ม.5 , ม.6 = เป็นการกระทำลงนอกราชอาณาจักรอัยการสูงสุด / ผู้รักษาการแทน / พสส. ซึ่งได้รับมอบหมาย จะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
มาตรา 21 ใน กรณีที่ไม่แน่ว่า พนักงานสอบสวนคนใด ในจังหวัดเดียวกัน ควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ = ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนั้น ( ผู้ว่าราชการจังหวัด ) นั้นมีอำนาจชี้ขาด แต่ ในจังหวัดพระนครและธนบุรี ( กทม.)=ให้ผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวน ซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่ รองอธิบดีกรมตำรวจ (รอง ผบ.ตร.) ขึ้นไป เป็นผู้ชี้ขาด ใน กรณีที่ไม่แน่ว่า พนักงานสอบสวนคนใด ในระหว่างหลายจังหวัด ควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ = ให้อธิบดีกรมอัยการ ( อัยการสูงสุด ) / ผู้ทำการแทน เป็นผู้ชี้ขาด * การรอคำชี้ขาดนั้น ไม่เป็นเหตุให้งดการสอบสวน
ดังนั้น ในคดีความผิดอาญาแผ่นดิน หรือ คดีความผิดต่อส่วนตัว(ที่ได้มีการร้องทุกข์แล้ว ) นั้น ม.130 = กำหนดให้พนักงานสอบสวน ต้องเริ่มการสอบสวนโดยไม่ชักช้าโดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย เพียงแต่กรณีการสอบสวน ผู้ต้องหา นั้น กฎหมายกำหนดให้ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อหาและต้องบอกให้ทราบก่อนว่า ถ้อยคำตามที่ผู้ต้องหากล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันเขาในการพิจารณาได้ (ม. 134) และในการสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตาม ม. 134 - ม. 139 ( เว้นแต่เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่พนักงานสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนได้ตาม ม. 122 )พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ต้องทำหน้าที่ รวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง , พฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา & เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด ( ม.131 ) และเพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจเฉพาะเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐานนั้นได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ม.132 รวมถึงสามารถออกหมายเรียกเพื่อการถามปากคำ ผู้เสียหาย / บุคคลที่เป็นประโยชน์แห่งคดี ( ม.133) มาตรา 23 เมื่อศาลตั้งแต่ 2 ศาลขึ้นไป ต่างมีอำนาจชำระคดี ฎ ถ้าได้ยื่นฟ้องคดีนั้นต่อศาลใดศาลหนึ่ง (ซึ่งตามฟ้องความผิดมิได้เกิดในเขต) = โจทก์ / จำเลย จะร้องขอให้โอนคดีไปชำระที่ศาลอื่นซึ่งความผิดได้เกิดในเขตก็ได้ ถ้าโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งความผิดเกิดในเขต แต่ต่อมาความปรากฏแก่โจทก์ว่า ฎ การพิจารณาคดีจะสะดวกยิ่งขึ้น ถ้าให้อีกศาลหนึ่ง (ซึ่งมีอำนาจชำระคดี) ได้พิจารณาคดีนั้น = โจทก์จะยื่นคำร้องต่อศาล ( ซึ่งคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา ) ขอโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งก็ได้ (แม้ว่าจำเลยจะคัดค้านก็ตาม) ฎ เมื่อศาลเห็นสมควรจะโอนคดีไป / ยกคำร้องเสียก็ได้
มาตรา 26 หากว่าตามลักษณะของความผิด ฐานะของจำเลย จำนวนจำเลย ความรู้สึกของประชาชนส่วนมากแห่งท้องถิ่นนั้น / เหตุผลอย่างอื่น ฎ อาจมีการขัดขวางต่อการไต่สวนมูลฟ้อง หรือ พิจารณา / น่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบ หรือ เหตุร้ายแรงอย่างอื่นขึ้น เมื่อโจทก์ / จำเลย ยื่นเรื่องราวต่อ อธิบดีศาลฎีกา ขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่น ถ้าอธิบดีศาลฎีกาอนุญาตตามคำขอนั้น = ก็ให้สั่งโอนคดีไปยังศาลดั่งที่อธิบดีศาลฎีการะบุไว้คำสั่งของอธิบดีศาลฎีกาอย่างใด ย่อมเด็ดขาดเพียงนั้น
การไต่สวนมูลฟ้อง
มาตรา 24 เมื่อ ความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันโดยเหตุหนึ่งเหตุใด เป็นต้นว่า
(1) ปรากฏว่า ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดย ผู้กระทำผิดคนเดียวกัน / ผู้กระทำผิดหลายคนเกี่ยวพันกันในการกระทำความผิดฐานหนึ่ง หรือ หลายฐาน ( จะเป็นตัวการ ผู้สมรู้ / รับของโจรก็ตาม )
(2) ปรากฏว่า ความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยมีเจตนาอย่างเดียวกัน / โดยผู้กระทำผิดทั้งหลายได้คบคิดกันมาแต่ก่อนแล้ว
(3) ปรากฏว่า ความผิดฐานหนึ่งเกิดขึ้น โดยมีเจตนาช่วยผู้กระทำผิดอื่นให้พ้นจากรับโทษในความผิดอย่างอื่นซึ่งเขาได้กระทำไว้ดังนี้ จะฟ้องคดีทุกเรื่อง / ฟ้องผู้กระทำความผิดทั้งหมด = ต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าไว้ก็ได้ถ้าความผิดอันเกี่ยวพันกัน มีอัตราโทษอย่างสูงเสมอกัน = ศาล ซึ่งรับฟ้อง เรื่องหนึ่งเรื่องใด ในความผิดเกี่ยวพัน นั้นไว้ก่อน
มาตรา 26 หากว่าตามลักษณะของความผิด ฐานะของจำเลย จำนวนจำเลย ความรู้สึกของประชาชนส่วนมากแห่งท้องถิ่นนั้น / เหตุผลอย่างอื่น ฎ อาจมีการขัดขวางต่อการไต่สวนมูลฟ้อง หรือ พิจารณา / น่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบ หรือ เหตุร้ายแรงอย่างอื่นขึ้น เมื่อโจทก์ / จำเลย ยื่นเรื่องราวต่อ อธิบดีศาลฎีกา ขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่น ถ้าอธิบดีศาลฎีกาอนุญาตตามคำขอนั้น = ก็ให้สั่งโอนคดีไปยังศาลดั่งที่อธิบดีศาลฎีการะบุไว้คำสั่งของอธิบดีศาลฎีกาอย่างใด ย่อมเด็ดขาดเพียงนั้นการไต่สวนมูลฟ้อง
มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
(1) พนักงานอัยการ
(2) ผู้เสียหาย
มาตรา 29 เมื่อ ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง = ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี / ภริยา จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้ถ้า ผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต / ผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล / ผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้ว = ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้
ข้อสังเกต : การฟ้องคดีของผู้เสียหายไม่ต้องคำนึงว่าคดีนั้นจะมีการสอบสวนมาแล้วหรือไม่ก็ตาม (ซึ่งแตกต่างกับกรณีของพนักงานอัยการ )ฏๆ การฟ้องคดี ( ม. 157 ) ซึ่งคำฟ้องนั้นต้องทำเป็นหนังสือ ( ม. 158 ) และถ้าต้องการให้เพิ่มโทษจำเลยก็ต้องระบุมาในคำฟ้อง ( ม. 159 )
มาตรา 30 คดีอาญาใดซึ่ง พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว = ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะเวลาใดระหว่างพิจารณา ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา นั้นก็ได้
หมายเหตุ : ผลของการเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ม.30
- ถ้าคำฟ้องของอัยการบกพร่อง ก็ต้องรับผลแห่งความบกพร่องนั้นด้วย เพราะต้องอาศัยคำฟ้องของอัยการเป็นคำฟ้องของผู้เสียหาย & จะมาขอแก้ไขคำฟ้องของอัยการไม่ได้ด้วย แต่ผู้เสียหายสามารถอ้างพยานหลักฐานได้เอง
- ถือว่าผู้เสียหายฟ้องคดีด้วยตัวเองแล้ว จะมาฟ้องจำเลยในการกระทำอันเดียวกันนั้นไม่ได้ แม้จะเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งก็ตาม = ฟ้องซ้อน
- การใดที่โจทก์ร่วมทำไปถือว่าเป็นการกระทำของโจทก์ในคดีนั้น เช่น กรณีขาดนัด แม้อัยการไม่ไป แต่โจทก์ร่วมไป = จะถือว่าอัยการขาดนัดแล้วยกฟ้องไม่ได้
มาตรา 31 คดีอาญา มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว = พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ในระยะใด ก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด ก็ได้
ข้อสังเกต : คดีความผิดต่อส่วนตัว อัยการเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ = ต้องฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก แต่ศาลอาจสั่งรวมคดีตาม ม.33 ได้ และถึงแม้เป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ในทางปฏิบัติ อัยการมักจะไม่เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย เพราะอัยการฟ้องเองจะครอบคลุมมากกว่า
มาตรา 32 เมื่อ พนักงานอัยการ และ ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า ผู้เสียหายจะกระทำให้คดีของอัยการเสียหาย ( โดยกระทำ / ละเว้นกระทำการใดๆ ในกระบวนพิจารณา ) = พนักงานอัยการมีอำนาจร้องต่อศาลให้สั่งให้ผู้เสียหายกระทำ / ละเว้นกระทำการนั้นๆ ได้
มาตรา 35 คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาต / มิอนุญาตให้ถอนก็ได้ ( แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด ) ถ้าคำร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้านหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยไว้ ในกรณีที่จำเลยคัดค้านการถอนฟ้อง = ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้อง / ยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
มาตรา 36 คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว = จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่ จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้
(1) ถ้า พนักงานอัยการ ได้ยื่นฟ้องคดีอาญา ( ซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ) ไว้แล้วถอนฟ้องคดีนั้นไป = การถอนนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(2) ถ้า พนักงานอัยการถอนคดี ( ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ) ไปโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย = การถอนนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(3) ถ้า ผู้เสียหาย ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไว้แล้วไดถอนฟ้องคดีนั้นเสีย = การถอนนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิ พนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่ เว้นแต่คดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวคดีอาญาแผ่นดิน คดีความผิดต่อส่วนตัว
- ต้องยื่นคำร้องขอถอน ก่อน ศาลชั้นต้น พิพากษา ( จะมายื่นขอถอนในชั้นอุทธรณ์ , ฎีกา ไม่ได้ )- กม.ให้ดุลพินิจศาล ว่าจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ก็ได้ผล = โจทก์ผู้ถอนฟ้องนั้น จะฟ้องใหม่ไม่ได้ ตาม ม. 36 ( แม้คดีใหม่จะบรรยายฟ้องต่างกัน) แต่กรณีผู้เสียหายหลายคน การที่คนหนึ่งถอนฟ้องไม่กระทบถึงสิทธิฟ้องของผู้เสียหายคนอื่น เพราะสิทธิฟ้องคดีเป็นสิทธิเฉพาะตัว - สามารถถอนฟ้องในชั้นศาลใดก็ได้ แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วก็ยื่นขอถอนได้ แต่ต้องก่อน คดีถึงที่สุด เท่านั้น- ในทางปฏิบัติ ถ้าจำเลยไม่คัดค้าน = ศาลต้องอนุญาตให้ถอนฟ้องทั้งสิ้นผล = ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตาม ม. 39 (2) และมีผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันสิ้นสุดลงด้วย เสมือนว่าไม่เคยมีคำพิพากษามาก่อน ถึงแม้ว่าศาลล่างจะลงโทษจำเลยก็ตาม
ข้อสังเกต : - กรณีความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง แม้ผู้เสียหายจะเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม แต่ผู้เสียหายไม่มีสิทธิมาขอถอนฟ้อง ถ้าผู้เสียหายมาขอถอนฟ้อง = กม.ถือเป็นการขอถอนคำร้องทุกข์ = ทำให้พนักงานอัยการไม่มีสิทธิที่จะฟ้องต่อไปได้ = ม.39 (2)
* - ถ้าเป็นกรณีผู้เสียหายถอนฟ้องเพื่อเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ / เป็นโจทก์ร่วมอยู่แล้วขอถอนฟ้องเพื่อแยกไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก = สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ ( แต่ถ้าถอนโดยอ้างเหตุว่าฟ้องบกพร่องจะนำไปดำเนินคดีใหม่ / ถอนฟ้องเพื่อไปรอฟังผลในคดีแพ่ง = ฟ้องใหม่ไม่ได้ )
** - การถอนฟ้อง น การถอนอุทธรณ์ , ถอนฎีกา ( ม. 202 ) เพราะการถอนอุทธรณ์ , ฎีกา นั้น มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลล่างเป็นอันถึงที่สุด ตาม ปวิพ. ม. 132 , 147 ประกอบ ปวิอ. ม. 15 ( ไม่ถึงกับไม่มีผล ) แต่มีผลผูกพันเฉพาะผู้ถอนเท่านั้น ไม่รวมถึงคนอื่นที่ยังคงอุทธรณ์ , ฎีกาอยู่
- กรณีคดีที่ฟ้องมีทั้งความผิดอาญาแผ่นดิน & ความผิดต่อส่วนตัว ฎ ต้องพิจารณาตามแต่ละเรื่อง ตามแต่ละวรรค เช่น กรณีที่ตอนตั้งเรื่องฟ้องเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่พอชั้นอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งจะส่งผลให้สามารถถอนฟ้องได้ เพราะคดีความผิดต่อส่วนตัวสามารถถอนก่อนคดีถึงที่สุด ( น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตาม ว.1)
มาตรา 37 คดีอาญาเลิกกันได้ ดั่งต่อไปนี้
(1) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อมีผู้กระทำผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา
(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ / ความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ / คดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกิน 10,000 บาท / ความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกิน 10,000 บาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว
(3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ / ความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ / คดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งเกิดใน กทม. เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป / นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการในตำแหน่งนั้นๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว
(4) ในคดีที่เปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมาตรา 38 ความผิดตาม อนุมาตรา (2) (3) และ (4) แห่งมาตราก่อน ถ้าเจ้าพนักงานดั่งกล่าวใน ม. นั้น เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุกให้มีอำนาจเปรียบเทียบดังนี้
(1) ให้กำหนดค่าปรับซึ่งผู้ต้องหาจะพึงชำระ (ถ้าผู้ต้องหาและผู้เสียหายยินยอมตามนั้น) เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้ภายในเวลาอันสมควรแต่ไม่เกิน 15 วันแล้ว = คดีนั้นเป็นอันเสร็จเด็ดขาดถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ / เมื่อยินยอมแล้ว ไม่ชำระเงินค่าปรับภายในเวลากำหนดใน ว. ก่อน = ให้ดำเนินคดีต่อไป
(2) ในคดีที่ค่าทดแทน ถ้าผู้เสียหายและผู้ต้องหายินยอมแล้ว = ให้เจ้าหน้าที่กะจำนวนตามที่เห็นสมควร / ตามที่คู่ความตกลง
มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้
(1) โดย ความตายของผู้กระทำผิด
(2) ใน คดีความผิดต่อส่วนตัว = เมื่อได้ ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง / ยอมความกันโดยถูกต้องตาม กม.
(3) เมื่อ คดีเลิกกัน ตาม ม. 37
(4) เมื่อ มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ( ในความผิดซึ่งได้ฟ้อง )
(5) เมื่อมี กม. ออกใช้ภายหลังการกระทำผิด = ยกเลิกความผิดเช่นนั้น
(6) เมื่อ คดีขาดอายุความ
(7) เมื่อ มี กม. ยกเว้นโทษ
ข้อสังเกต : 1. ตาม (1) ถ้าตายก่อนฟ้อง = หมดอำนาจฟ้อง แต่ถ้าฟ้องไปแล้วเกิดมาตาย = ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีออก ( น สิทธิทางแพ่ง ที่ไม่ระงับเพราะความตายของผู้กระทำ ทายาทต้องต้องรับมรดกความ)
2. ตาม (2) - ถอนคำร้องทุกข์ / การยอมความนั้น กม.มิได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ ดูที่การแสดงเจตนาให้คดีเลิกกัน การถอนคำร้องทุกข์ น การยอมความ แต่คำถอนคำร้องทุกข์ที่ไม่ถือว่าเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วย กม. อาจถือเป็นการยอมความแล้วได้
- การถอนคำร้องทุกข์เพื่อนำคดีไปฟ้องคดีอาญาเอง ฎ ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ( แต่หากถอนคำร้องทุกข์เพื่อนำคดีไปฟ้องคดีแพ่งเอง = ระงับ )
- การตกลงยอมให้คดีความระงับแต่ในทางแพ่ง ไม่มีการตกลงเกี่ยวกับคดีทางอาญา ( น การยอมความ) ฎ ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ แต่ระวัง! ถ้าเป็นคดีเช็ค แม้จะระบุให้ระงับแต่ในทางแพ่ง / ออกเช็คฉบับใหม่แทนฉบับเดิม ซึ่งไม่ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ ตาม ปวิอ. ม.39 แต่เป็นกรณีหนี้สิ้นผลผูกพัน = คดีอาญาเลิกกัน ตาม ม.7 แห่ง พรบ.เช็ค ทำให้ไม่สามารถฟ้องตามมูลหนี้เดิมได้ไม่ว่าทางแพ่ง ,อาญา
- การทำข้อตกลงว่าจะถอนคำร้องทุกข์โดยมีเงื่อนไข / การยอมความโดยมีเงื่อนไข เช่น ต้องชำระเงินให้ผู้เสียหาย
ครบก่อนจึงจะเป็นการถอน/ยอมความ ซึ่งหากไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ฎ ผู้เสียหายมีสิทธิยกเลิก & ไม่ถูกผูกพันให้ต้องถอนตามข้อตกลงนั้นได้ และไม่อาจถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการยอมความ / สัญญาประนีประนอมยอมความด้วย = สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับ ( เว้นแต่จะได้ยื่นคำขอถอนไปแล้ว แม้จะมีเงื่อนไขแล้วไม่ได้ปฏิบัติตาม = สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป)
- ** ข้อตกลงล่วงหน้าว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญา น การยอมความ = ข้อตกลงนั้นไม่มีผลผูกพันให้คู่กรณีต้องงดเว้นการ
ฟ้องคดีตามข้อตกลงนั้น ( แต่ว่ากรณีความผิดต่อส่วนตัว / ความผิดอันยอมความได้ = ถ้าความยินยอมนั้นไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ไม่เป็นการยอมความ ก็ผูกพันโจทก์ให้ฟ้องไม่ได้ เช่น ยอมให้จำเลยออกเช็คให้ ทั้งๆที่รู้ว่าจำเลยไม่มีเงิน )
- กรณีผู้เสียหายหลายคน / ผู้กระทำผิดหลายคน ฎ การถอนฟ้อง / ยอมความ จะระงับไปเฉพาะแต่กับผู้เสียหาย
/ ผู้กระทำผิดที่ตกลงกันเท่านั้น คดีของคนอื่นไม่ระงับไปด้วย
3. ตาม (4) - การที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุม / ไม่มีอำนาจฟ้อง / ฟ้องผิดศาล , เขตอำนาจศาล / มีมูลคดี ,พยานหลักฐานเกิดขึ้นใหม่ หลังจากที่ฟ้องคดีแรก ฎ ถือว่ายังมิได้มีวินิจฉัยในความผิดซึ่งได้ฟ้อง สามารถฟ้องใหม่ได้ น ฟ้องซ้ำ ( ดูว่าศาลยกฟ้องโดยวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาที่มูลคดีเป็นหลัก [มิใช่ฐานความผิด] ถ้าวินิจฉัยในมูลแห่งคดีแล้ว แม้จะฟ้องคนละฐานความผิด = ฟ้องซ้ำ ) แต่หากเป็นกรณีที่คดีเดิมยังไม่ถึงที่สุด การที่โจทก์คนเดียวกันมาฟ้องใหม่ = ฟ้องซ้อน ( ปวิพ.ม.173 + ปวิอ. ม.15)
- การกระทำกรรมเดียวผิด กม.หลายบท แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ ฎ ไม่ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาแผ่นดินของอัยการระงับ แม้ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีของผู้เสียหาย = ถือไม่ได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด อัยการฟ้องอีกได้ น ฟ้องซ้ำ (แม้ว่าจะเป็นการฟ้องความผิดบทหนักกว่า)
(1) พนักงานอัยการ ฎ ม. 120 = ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ม. 129 = ให้ทำการสอบสวน รวมทั้งการชันสูตรพลิกศพ ในกรณีที่ความตายเป็นผลแห่งการกระทำผิดอาญา ( ดั่งที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ ) ถ้าการชันสูครพลิกศพยังไม่เสร็จ ห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล & การสอบสวนที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการยื่นฟ้องต่อศาล ต้องเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วย กม. เท่านั้น ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ซึ่งเมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนสอบสวนจาก พนักงานสอบสวนแล้ว ให้พนักงานอัยการปฏิบัติตาม ม. 143
- เห็นควรสั่งฟ้อง = ม. 144
- เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง = ม. 145 , ม. 146 , ม. 147 , ม. 34
มาตรา 40 การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะฟ้องต่อ ศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา / ต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่ง ก็ได้(การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง )
ข้อสังเกต : คดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ ฎ การฟ้องคดีต้องพิจารณาถึงอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลในคดีแพ่ง (จำนวนทุนทรัพย์) ด้วย เพราะแม้คดีส่วนอาญาจะอยู่ในอำนาจ แต่ถ้าส่วนแพ่งเกินอำนาจ = ก็จะฟ้องไม่ได้ ( น คดีที่อัยการเป็นโจทก์ ซึ่งไม่ต้องคำนึงถึงคดีส่วนแพ่ง)
มาตรา 41 ถ้า การพิจารณาคดีแพ่ง ฎ จักทำให้การพิจารณาคดีอาญา เนิ่นช้า / ติดขัด = ศาลมีอำนาจ สั่งให้แยกคดีแพ่งออกจากคดีอาญา และพิจารณาต่างหากโดยศาลที่มีอำนาจชำระ
มาตรา 42 ในการพิจารณาคดีแพ่ง ฎ ถ้าพยานหลักฐานที่นำสืบแล้ว ในคดีอาญายังไม่เพียงพอ = ศาลจะ เรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมในกรณีเช่นนั้น ศาลจะพิพากษาคดีอาญาไปทีเดียว ส่วนคดีแพ่งจะพิพากษาในภายหลังก็ได้
มาตรา 43 คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก หรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สิน / ราคาที่เขาสูญเสียไป ( เนื่องจากการกระทำผิดคืน ) ฎ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา = ก็ให้เรียกทรัพย์สิน / ราคาแทนผู้เสียหายด้วย
ข้อสังเกต : - ต้องเป็นทรัพย์สิน / ราคาที่แท้จริงแห่งทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดนั้น แต่ต้องไม่ใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์ (เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้เสียหายเรียกเอง) และ ถ้าทรัพย์สิน / ราคาที่เรียกคืนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น / เป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการนำทรัพย์นั้นไปขาย น ทรัพย์สินของผู้เสียหาย ศาลจะสั่งให้คืนแก่ผู้เสียหายไม่ได้
- แม้ในฟ้องของอัยการจะขอให้ลงโทษในความผิดฐานอื่น แต่ในคำบรรยายฟ้องมีความผิดฐานใดฐานหนึ่งตาม ม.นี้ รวมอยู่ด้วยก็สามารถเรียกคืนให้ได้
- กรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกทรัพย์ของกลางคืน แต่ผู้เสียหายไม่ต้องการเรียก ฎ พนักงานอัยการก็ไม่มีสิทธิเรียกให้ได้ แต่ถ้าเป็นคดีเช็ค ฟ้องอาญาเพื่อจะให้เขาติดคุกในขณะเดียวกันจะเอาเงินคืน แม้ไม่ได้แสดงความจำนงแต่แรก อัยการก็สามารถเรียกให้ได้
- ถ้าเป็นมูลสัญญาต่างตอบแทน อัยการจะขอให้คืนทรัพย์ โดยที่ผู้เสียหายยังไม่ได้คืนส่วนที่ตนรับมาไม่ได้
- กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญาเอง = ฟ้องในส่วนแพ่งอาจมีคำขอนอกเหนือจากการเรียกทรัพย์สิน / ราคาคืนได้
มาตรา 44 การเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืน ตามมาตราก่อน ฎ พนักงานอัยการ จะขอรวมไปกับคดีอาญา / จะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้ คำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาให้รวมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา
ข้อสังเกต : - คดีที่อัยการจะเรียกทรัพย์สิน / ราคาแทนผู้เสียหายได้ จะต้องฟ้องขอลงโทษในความผิดทั้ง 9 ฐาน ตาม ม.43 / ความผิดในการบรรยายฟ้องจะต้องมีความผิด 1 ใน 9 ฐานอยู่ด้วย แต่ทั้งนี้หากศาลมิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดในความผิดใดความผิดหนึ่งใน 9 ฐาน = ศาลก็ไม่สามารถให้จำเลยคืน / ใช้ราคาทรัพย์ได้ ในทางกลับกัน ถ้าศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดใน 9 ฐานแล้ว แม้จะลงโทษบทหนักซึ่งมิใช่ 1 ใน 9 ฐานตาม ม.43 = ศาลก็ให้จำเลยคืน / ใช้ราคาทรัพย์ได้
- กรณีที่อัยการเป็นผู้ฟ้อง แม้ทรัพย์สิน / ราคาที่ฟ้องจะเกินอำนาจของศาลแขวง ถ้าคดีอาญาอยู่ในขอบอำนาจ ไม่ว่าทรัพย์สิน / ราคามากเท่าใด = อัยการก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ (น คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง) แต่หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ ศาลชั้นต้นพิพากษา ฎ อัยการไม่อุทธรณ์ แต่ผู้เสียหายอุทธรณ์ = เช่นนี้ไม่อาจถือเอาคำขอส่วนแพ่งที่เกินอำนาจศาลจะพิจารณานั้นมาเป็นของตนได้ ต้องไปยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้
- กรณีที่อัยการเรียกทรัพย์สิน / ราคาแทนผู้เสียหายตาม ม.43 ด้วยแล้ว ฎ ถือว่าอัยการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายแล้วด้วย (ไม่ว่าผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม) ฎ ผู้เสียหายจะนำเอาคดีส่วนแพ่งนั้นมาฟ้องเองอีกต่างหากไม่ได้ ( น ม.45) = ฟ้องซ้อน (แม้จะฟ้องเฉพาะส่วนดอกเบี้ยก็ตาม) เว้นแต่ จะเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ / ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่ต่างกัน (แม้คำขอท้ายฟ้องจะเป็นอย่างเดียวกันก็ น ฟ้องซ้อน)
มาตรา 45 คดีเรื่องใดถึง แม้ว่าได้ฟ้องในทางอาญาแล้ว ฎ ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องในทางแพ่งอีก
มาตรา 46 ในการ พิพากษาคดีส่วนแพ่ง ฎ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
หมายเหตุ : หลักเกณฑ์การฟังข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา
1. คำพิพากษาคดีอาญาที่ชี้ขาดข้อเท็จจริงในคดีอาญา ต้องถึงที่สุดแล้ว จึงจะผูกพันคดีแพ่ง (ถ้ายังไม่ถึงที่สุดข้อเท็จจริงของศาลล่างที่พิพากษามาผูกมัดคดีแพ่งไม่ได้ แต่เมื่อคดีอาญาถึงที่สุด แม้คดีแพ่งจะมีอุทธรณ์/ฎีกาต่อไป ก็ต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลล่างฟังมาในส่วนของคดีอาญา)
2. ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงที่พิพาทกันในคดีอาญา ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่พิพาทในคดีแพ่ง & คำพิพากษาในคดีอาญาจะต้องวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง (ถ้ามิได้เป็นประเด็นในคดีอาญา = โจทก์มีสิทธินำสืบต่างหากเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงต่อไป)
3. ผู้ที่จะถูกผูกพันข้อเท็จจริงตามคดีอาญา ต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา (บุคคลนอกคดีอาญา แม้เป็นคู่ความในคดีแพ่ง = สามารถนำสืบข้อเท็จริงในคดีแพ่ง & ต่อสู้คดีได้)
4. แม้โจทก์จะแยกฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก แต่ประเด็นพิพาทเกี่ยวกับคดีอาญา = ศาลที่จะพิพากษาในคดีแพ่ง ก็ต้องรอฟังผลของคดีอาญาก่อนแล้วจึงจะพิพากษาคดีแพ่งไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีอาญา
มาตรา 158 ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี
(1) ชื่อศาลและวัน เดือน ปี
(2) คดีระหว่างผู้ใดโจทก์ ผู้ใดจำเลย และฐานความผิด
(3) ตำแหน่ง พนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ ถ้าราษฎรเป็นโจทก์ให้ใส่ชื่อตัว นามสกุล อายุ ที่อยู่ ชาติและบังคับ
(4) ชื่อตัว นามสกุล อายุ ที่อยู่ ชาติและบังคับจำเลย
(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด ( ที่เกี่ยวกับเวลา และ สถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคล / สิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วย ) พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
ในคดีหมิ่นประมาท ถ้อยคำพูด หนังสือ ภาพขีดเขียน หรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ให้กล่าวไว้โดยบริบูรณ์ / ติดมาท้ายฟ้อง
(6) อ้าง ม. ใน กม. ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด
(7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียน / พิมพ์ฟ้อง
หมายเหตุ : - ตาม (5) ต้องบรรยายฟ้องให้ได้ครบองค์ประกอบความผิดที่ กม.กำหนด โดยต้องกล่าวให้ชัดแจ้งถึงความผิดนั้นนั้น หากบรรยายไม่สมบูรณ์ครบองค์ประกอบความผิด = ฟ้องเคลือบคลุม ฎ ศาลจะพิพากษายกฟ้อง ฎ จะฟ้องใหม่ไม่ได้ เพราะถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ตาม ม.39 (4) แต่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ / ฎีกาได้ (กรณีที่โจทก์ระบุผิดพลาด / คลาดเคลื่อน ถ้าหากไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ / หลงต่อสู้ ก็ถือว่าเป็นฟ้องสมบูรณ์)
- ตาม (6) ถ้าไม่อ้างมาตรา / อ้างมาตราที่ยกเลิกไปแล้ว = ฟ้องไม่สมบูรณ์ ศาลจะลงโทษจำเลยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีมาตราที่มีการแก้ไข แม้โจทก์จะมิได้อ้างว่าแก้ไขเมื่อใด ศาลสามารถลงโทษตามมาตราที่แก้ไขนั้นได้ / กรณีขอให้บวกโทษที่รอไว้ (ปอ. ม.58) แม้จะไม่อ้างมาตรามาศาลก็นำโทษมาบวกกับโทษในคดีหลังได้
- ตาม (7) คดีอาญาโจทก์ต้องลงชื่อในคำฟ้องเอง (น คดีแพ่งที่ทนายความสามารถลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้) แต่หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องแทน ผู้รับมอบอำนาจจึงสามารถลงชื่อในฟ้องแทนได้
ขอให้เพิ่มโทษ
มาตรา 161 ถ้า ฟ้องไม่ถูกต้องตาม กม. = ให้ศาลสั่ง โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง / ยกฟ้อง / ไม่ประทับฟ้อง
โจทก์ มีอำนาจอุทธรณ์คำสั่ง เช่นนั้นของศาล
หมายเหตุ : : > ถ้าศาลตรวจฟ้องแล้วเห็นว่าชอบด้วย กม. & ถูกต้อง = ก็จะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา : > กรณีที่ฟ้องไม่ชอบ ตาม ม.158 ศาลมีอำนาจสั่งได้ 2 กรณี = ให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง / ยกฟ้อง : > แต่เป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติใน กม.อื่น = ศาลก็จะไม่ประทับฟ้อง ( วิ.แพ่งมาตรา 173 วรรค 2 (1) ห้ามโจทย์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น )
มาตรา 162 ถ้า ฟ้องถูกต้องตาม กม.แล้ว = ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้
(1) ใน คดีที่ ราษฎร เป็นโจทก์ = ให้ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้า คดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้วให้จัดการตามอนุมาตรา (2)
(2) ใน คดีที่ พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ = ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้อง(แต่ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้ )ในกรณีที่มีการไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวแล้ว ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพ = ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาการโอนคดี มาตรา 23 เมื่อศาลตั้งแต่ 2 ศาลขึ้นไป ต่างมีอำนาจชำระคดี ฎ ถ้าได้ยื่นฟ้องคดีนั้นต่อศาลใดศาลหนึ่ง (ซึ่งตามฟ้องความผิดมิได้เกิดในเขต) = โจทก์ / จำเลย จะร้องขอให้โอนคดีไปชำระที่ศาลอื่นซึ่งความผิดได้เกิดในเขตก็ได้ ถ้าโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งความผิดเกิดในเขต แต่ต่อมาความปรากฏแก่โจทก์ว่า ฎ การพิจารณาคดีจะสะดวกยิ่งขึ้น ถ้าให้อีกศาลหนึ่ง (ซึ่งมีอำนาจชำระคดี) ได้พิจารณาคดีนั้น = โจทก์จะยื่นคำร้องต่อศาล ( ซึ่งคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา ) ขอโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งก็ได้ (แม้ว่าจำเลยจะคัดค้านก็ตาม) ฎ เมื่อศาลเห็นสมควรจะโอนคดีไป / ยกคำร้องเสียก็ได้
มาตรา 163 เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์ มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล ขอแก้ / เพิ่มเติมฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น = ถ้าศาลเห็นสมควร จะอนุญาต / จะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้ ( เมื่อศาลอนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้อง / ฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้ และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้ )
เมื่อมีเหตุอันควร = จำเลย อาจยื่นคำร้องขอแก้ / เพิ่มเติมคำให้การของเขา ก่อนศาลพิพากษา ( ถ้าศาลเห็นสมควร ก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์ )
หมายเหตุ : โจทก์จะมาแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเพิ่มเติมจำเลยเข้ามาในจำนวนเดิมไม่ได้ ต้องฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ซึ่งหากยังดำเนินกระบวนพิจารณาไปไม่มาก ศาลก็จะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีได้
มาตรา 164 คำร้องขอแก้ / เพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี = ห้ามมิให้ศาลอนุญาต [ แต่การแก้ฐานความผิด / รายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องก็ดี การเพิ่มเติมฐานความผิด / รายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ก็ดี ไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น = มิให้ถือว่าเป็นทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิด / ที่มิได้กล่าวไว้นั้น]
ข้อสังเกต : จำเลยหลงต่อสู้ตามรายละเอียดในฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องมาก่อนที่จะมีการแก้ไข ฎ ถือว่าการที่โจทก์ขอแก้ไขฟ้องใหม่นั้นทำให้จำเลยเสียเปรียบ = ศาลจะอนุญาตไม่ได้
มาตรา 165 ในคดีซึ่ง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ในวันไต่สวนมูลฟ้อง = ให้จำเลยมา / คุมตัวมาศาล (ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยเป็นรายตัวไป ) เมื่อศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงแล้ว ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง & ถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง ( คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการต่อไป )
* จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ( แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิในการที่จะมีทนายมาช่วยเหลือ )ในคดีที่ ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลย = ให้ศาลส่งสำเนาฟ้องแก่จำเลยเป็นรายตัวไป กับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบ ( จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องโดยตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้ / จำเลยจะไม่มาแต่ตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์ก็ได้ ) ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย และ ก่อนที่ศาลจะประทับฟ้อง * มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น
ข้อแตกต่าง : พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ราษฎรเป็นโจทก์
1. ถือว่าจำเลยมีฐานะเป็นจำเลยตั้งแต่เวลายื่นฟ้องแล้ว - ยังไม่ถือว่าจำเลยเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะประทับฟ้อง
* ซึ่งจะส่งผลที่แตกต่างกันในเรื่องอุทธรณ์ ฎีกา กรณีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วสั่งว่าคดีไม่มีมูล โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าคดีมีมูล
= จำเลยฎีกาได้เพราะจำเลยเป็นจำเลยแล้ว = จำเลยจะฎีกาไม่ได้ เนื่องจากยังไม่มีฐานะเป็นจำเลย
2. ถ้ามีการไต่สวนต้องกระทำต่อหน้าจำเลยเท่านั้น - วันนัดไต่สวนจำเลยจะมาหรือไม่มาก็ได้ ศาลสามารถไต่สวนลับหลังจำเลยได้ ( ซึ่งถ้าจำเลยไม่มา & ไม่มีทนายซักค้านพยานโจทก์ = ศาลก็ไต่สวนไปฝ่ายเดียวได้ )
ข้อเหมือน :
1. จำเลยไม่อาจนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนได้ เพราะเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาว่าคดีของโจทก์มีมูลพอที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่เท่านั้น ( ไม่ใช่ชั้นพิจารณาที่พิสูจน์ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ ทำได้แค่ซักค้านพยานโจทก์เท่านั้น)
2. จำเลยตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์โดยมีสิทธินำพยานเอกสาร / วัตถุมาซักค้านว่าที่เบิกความไม่เป็นความจริง / เชื่อถือไม่ได้ ( ไม่ถือว่าเป็นการนำพยานเข้าสืบ เพราะมิใช่การที่จำเลยส่งอ้างพยานเพื่อตนเอง )
โจทก์ไม่มาในวันไต่สวนมูลฟ้อง
มาตรา 166 ถ้า โจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด = ให้ศาลยกฟ้องเสีย ( แต่ถ้า ศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ = จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้ )คดีที่ได้ยกฟ้องไปดังกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น ( โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุอันสมควรจึงมาไม่ได้) = ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่
ใน คดีที่ศาลยกฟ้องดังกล่าวแล้ว ฎ จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้า ศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ = ไม่ตัดอำนาจ พนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก ( เว้นแต่ จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว )
ข้อสังเกต : - กำหนดนัด = เฉพาะวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง / นัดสืบพยานโจทก์ (ทุกนัด) ซึ่งโจทก์ได้ทราบกำหนดนัดโดยชอบแล้วเท่านั้น ไม่รวมถึงวันนัดอื่น เช่น นัดสืบพยานจำเลย (เสียสิทธิในการซักค้านจำเลย) / นัดให้จำเลยมาแก้คดี / นัดฟังประเด็นกลับในคดีแพ่ง ซึ่งหากเป็นนัดอย่างอื่นแล้วศาลยกฟ้อง = เป็นการยกฟ้องที่ไม่ชอบ (โจทก์ไม่จำต้องร้องขอให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นพิจารณาใหม่ แต่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้น โดยขอให้ยกคำสั่ง & ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องได้ ตาม ม.198) คดีอาญา น คดีแพ่ง (ซึ่งเฉพาะนัดพิจารณาแรกเท่านั้น )
- กรณีตาม ม.166 จะนำ ปวิพ. ม.174(2),132(1) เรื่องทิ้งฟ้องแล้วจำหน่ายคดีมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะ ปวิอ. ได้บัญญัติไว้เฉพาะแล้ว
- กรณีที่ศาลยกฟ้องตาม ว.2 ฎ โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งยกฟ้องโดยขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เลยทันทีไม่ได้ = ต้องร้องตาม ว.2 ก่อน เมื่อศาลไม่อนุญาตแล้วจึงจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไปได้ ( แต่ถ้าเป็นกรณีที่มิใช่โจทก์ขาดนัด แต่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์ขาดนัด = ไม่ชอบฎ โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่ทั้งนี้ จะอุทธรณ์ให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนเพื่อขอยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ทันทีไม่ได้ เป็นการผิดขั้นตอน )เมื่อศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้อง ตาม ม. 165 แล้วนั้น = ให้ศาลมีคำสั่ง
1. ปรากฏว่าคดีไม่มีมูล = ให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ตาม ม. 167 ( โดยโจทก์มีอำนาจที่จะอุทธรณ์ / ฎีกา คำสั่งนั้นต่อไปได้ ตาม ม. 170 )
2. ปรากฏว่าคดีมีมูล = ให้ศาลประทับฟ้องไว้เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ตาม ม. 167 ซึ่งเมื่อ ศาลประทับฟ้อง แล้วต้องดำเนินต่อไป ตาม ม. 168 , 169 โดยคำสั่งศาลที่ว่าคดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ตาม ม. 170
มาตรา 167 ถ้าปรากฏว่า คดีมีมูล = ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล / ถ้าคดีไม่มีมูล = ให้พิพากษายกฟ้อง
มาตรา 168 เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว = ให้ส่งสำเนาฟ้องให้แก่จำเลยรายตัวไป เว้นแต่จำเลยจะได้รับสำเนาฟ้องไว้ก่อนแล้ว
มาตรา 169 เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมา = ให้ศาลออกหมายเรียก / หมายจับมาแล้วแต่ควรอย่างใดเพื่อพิจารณาต่อไป
มาตรา 170 คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่ คำสั่งที่ให้คดีไม่มีมูล นั้น = โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ ฎีกา ได้ตาม บทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา ถ้าโจทก์ร้องขอ = ศาลจะขังจำเลยไว้ / ปล่อยชั่วคราว ระหว่างอุทธรณ์ฎีกาก็ได้
มาตรา 171 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนและการพิจารณา ( เว้นแต่ ม. 175 ) มาใช้บังคับแก่การไต่สวนมูลฟ้องโดยอนุโลม ให้นำบทบัญญัติ ใน ม. 133 ทวิ และ ม. 172 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ทั้งในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ และในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์
มาตรา 172 การพิจารณาและการสืบพยานในศาล = ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่ บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นเมื่อ โจทก์ / ทนายโจทก์ และจำเลย มาอยู่ต่อหน้าศาลแล้วและศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง = ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ( ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ = ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดำเนินการพิจารณาต่อไป )
มาตรา 172 ทวิ ภายหลังที่ศาลได้ดำเนินการตาม ม. 172 วรรค 2 แล้ว เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การดำเนินการพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า = ศาลมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ใน คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี ( จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ) / ในคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว = เมื่อจำเลยมีทนาย และจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยาน
(2) ใน คดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจตามคำแถลงของโจทก์ว่า การพิจารณาและการสืบพยานตามที่โจทก์ขอให้กระทำไม่เกี่ยวแก่จำเลยคนใด = ศาลจะพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยคนนั้นก็ได้
(3) ใน คดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้า ศาลเห็นสมควร จะ พิจารณาและสืบพยานจำเลยคนหนึ่งๆ ลับหลังจำเลยคนอื่นก็ได้
ในคดีที่ ศาลพิจารณาและสืบพยานตาม (1) หรือ (3) ลับหลังจำเลยคนใด ( ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ) = ห้ามมิให้ศาลรับฟังการพิจารณาและการสืบพยานที่กระทำลับหลังนั้น เป็นผลเสียหายแก่จำเลยคนนั้น
มาตรา 173 ในคดีที่มี อัตราโทษประหารชีวิต ก่อนเริ่มพิจารณา ให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ฎ ถ้าไม่มี = ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ในคดีที่มี อัตราโทษจำคุก / ในคดีที่จำเลยเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี (ในวันที่ถูกฟ้องศาล) ก่อนเริ่มพิจารณา ให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ฎ ถ้าไม่มี & จำเลยต้องการ = ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ให้ศาลจ่ายเงินรางวัล & ค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งตามมาตรานี้ (ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด)
ข้อสังเกต : ตาม ว.1 ถ้าศาลมิได้ถาม & มิได้ตั้งทนายความให้ตามที่ กม.กำหนด = ศาลจะลงโทษตามทางพิจารณาไม่ได้ = การพิจารณานั้นไม่ชอบ
มาตรา 174
มาตรา 182 คดีที่อยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง / พิจารณา ถ้ามี คำขอระหว่างพิจารณาขึ้นมา = ให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร ฎ เมื่อการพิจารณาเสร็จแล้ว = ให้พิพากษา/สั่งตามรูปความ ) ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาล โดยเปิดเผย 1) ในวันเสร็จการพิจารณา / 2) ภายใน 3 วัน นับแต่เสร็จคดี ฎ ถ้ามีเหตุอันควรจะเลื่อนไปอ่านวันอื่นก็ได้ ( แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้)เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ (ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มา จะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ) ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่า จำเลยหลบหนี / จงใจไม่มาฟัง = ให้ศาลออกหมายจับจำเลย ฎ เมื่อได้ออกหมายจับแล้ว ไม่ได้ตัวจำเลยมาภายใน 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับ = ให้ศาลอ่านคำพิพากษา/คำสั่ง ลับหลังจำเลยได้ & ให้ถือว่าโจทก์ / จำเลย แล้วแต่กรณี ได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้วใน กรณีที่คำพิพากษา / คำสั่งต้อง เลื่อนอ่านไปโดยขาดจำเลยบางคน ฎ ถ้าจำเลยที่อยู่จะถูกปล่อย = ให้ศาลมีอำนาจปล่อยชั่วคราว ระหว่างรออ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
หมายเหตุ : การอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ไม่จำต้องแจ้งวันนัดอ่านให้จำเลยทราบอีก & เมื่อได้อ่านคำพิพากษาแล้ว = ถือว่าจำเลยได้ฟังตั้งแต่วันนั้น (แม้จะมีการอ่านให้จำเลยทราบอีกในภายหลังก็เป็นเพียงเพื่อให้ทราบเท่านั้น ฎ ไม่ทำให้เป็นการยืดอายุความอุทธรณ์ / ฎีกาได้)
มาตรา 185 ถ้าศาลเห็นว่า 1) จำเลยมิได้กระทำผิด ก็ดี 2) การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ก็ดี 3) คดีขาดอายุความ แล้วก็ดี 4) มีเหตุตาม กม.ที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ ก็ดี = ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ( แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้ / ปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้ )
เมื่อศาลเห็นว่า จำเลย 1) ได้กระทำผิด & 2) ไม่มีการยกเว้นโทษตาม กม. = ให้ศาลลงโทษแก่จำเลยตามความผิด ( แต่เมื่อเห็นสมควร ศาลจะปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้)
ข้อสังเกต : - ตามว. แรก 1) ศาลพิจารณาพยานหลักฐานในคดีแล้ว เห็นว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำผิดตามที่โจทก์กล่าวหา
2) พฤติการณ์จากคำบรรยายฟ้อง / ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยกระทำการตามที่โจทก์กล่าวหาจริง แต่การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดทางอาญา
3) เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิจารณา แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ / รับสารภาพก็ตาม = ศาลสามารถยกขึ้นเองได้
4) ตามคำฟ้อง & พยานหลักฐานได้ความว่า การกระทำ กม.ถือเป็นความผิด & จำเลยเป็นผู้กระทำจริง แต่มีเหตุตามกม.ที่บัญญัติให้ไม่ต้องรับโทษ (เช่น จิตบกพร่อง จำเป็น สามี-ภรรยา เด็ก) / เป็นกรณีที่มี กม.ยกเว้นโทษ ภายกหลังที่ได้กระทำความผิด
**** การยกฟ้องตาม ม.185 นี้ จะขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้ และนำมาฟ้องใหม่ไม่ได้ เพราะถือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งการกระทำแล้ว แต่สามารถอุทธรณ์ ( ต้องอ้าง ม.215 + ม.185) / ฎีกา ( ต้องอ้าง ม.225 + ม.185) ได้- ตาม ว. 2
1) ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีแล้ว จำเลยกระทำความผิดจริง (ไม่ว่าจะปรากฎจากพยานหลักฐาน / รับสารภาพ)
2) ไม่มีเหตุจะอ้างได้ตาม กม. เช่น ป้องกันเกินสมควร / กระทำไปเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น
มาตรา 192 ห้ามมิให้พิพากษา / สั่ง ฎ เกินคำขอ / ที่มิได้กล่าวในฟ้อง ถ้าศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง = ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น ( เว้นแต่ ข้อแตกต่างคดีนั้นมิใช่ข้อสารสำคัญ & ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ = ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ )ในกรณีที่ ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลา / สถานที่กระทำความผิด / ต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ = มิให้ถือว่าต่างกันข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ / เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ( เว้นแต่ จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่ กม.กำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ )ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งกล่าวในฟ้อง & ตามที่ปรากฏในทางพิจารณา ฎ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ = ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นๆถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้น โจทก์สืบสม แต่ โจทก์ อ้างฐานความผิด / บทมาตราผิด = ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้น รวมการกระทำหลายอย่างเข้า แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง = ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความก็ได้
ข้อสังเกต : 1) ตาม ว.1 แม้จะระบุมาตรามาในคำขอท้ายฟ้อง แต่มิได้บรรยายมาในฟ้อง = ต้องห้ามมิให้พิพากษาลงโทษมาตรานั้น
- ลงโทษบทเบาที่มิได้ขอมาในฟ้องได้ เช่น ฟ้องว่าพยายามฆ่า แต่ได้ความมิได้ฆ่าแค่ทำร้ายบาดเจ็บสาหัส เมื่อมิได้บรรยายฟ้องมาว่าผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัสอย่างไร = ลงโทษได้แค่ทำร้าย
- บรรยายฟ้องมาว่าเป็น ความผิดกรรมเดียว แต่ปรากฏในทางพิจารณาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน = ศาลจะลงโทษแต่ละกรรมนอกเหนือคำฟ้องมิได้
- การกระทำโดยพลาด ตาม ปอ.มาตรา60 ไม่จำต้องอ้างมาในฟ้อง ถ้าในทางพิจารณาได้ความว่าเป็นพลาด = ศาลนำ ม.60มาปรับแก่คดีได้ เพราะมิใช่เป็นบทกำหนดโทษ
- ริบของกลาง ถ้าในคำฟ้องไม่มีคำขอให้ริบของกลาง = ศาลจะสั่งริบไม่ได้ (แต่ถ้าขอมาศาลอาจจะสั่งไม่ริบ & ให้คืนเจ้าของได้)
- ** การเอาโทษที่รอมาบวก & นับโทษต่อจากคดีเดิม ฎ ต้องกล่าวมาในฟ้อง & มีคำขอมาด้วย (แต่ไม่จำต้องอ้างมาตรามาในฟ้องก็ได้) & ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย
- กรณีขอให้เพิ่มโทษ ต้องดู ม.159 ประกอบ = โจทก์จะต้องมีคำขอมาในฟ้องด้วย มิฉะนั้น จะพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยได้
2) ตาม ว.2 เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงในคำฟ้องเป็นความผิดฐานหนึ่ง แต่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นความผิดอีกฐานหนึ่ง ฎ ศาลจะพิพากษาลงโทษในความผิดที่พิจารณาได้ความมิได้ = ต้องยกฟ้อง
3) ตาม ว. 3 ข้อแตกต่างที่เป็นสารสำคัญ = เกี่ยวกับตัวผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด (ระบุผิดคน) , ตัวทรัพย์ (คนละยี่ห้อ) , ผิดบท กม. ( ฟ้องว่าฆ่า / สาหัส แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าชุลมุนต่อสู้ ไม่รู้ว่าใครทำ) ,พรบ.เช็ค (บรรยายฟ้องระบุวันกระทำผิด มิใช่วันที่ธนาคารปฏิเวธการจ่ายเงิน)ข้อแตกต่างที่ไม่เป็นสารสำคัญ (ไม่ต้องยกฟ้อง) = วัน เวลา สถานที่ เกิดเหตุ (ถ้าจำเลยไม่หลงต่อสู้) , เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง , วิธีประทุษร้ายที่กระทำต่อผู้เสียหาย , เกี่ยวกับประมาท / เจตนา , ตาม ว.3
คำพิพากษา / คำสั่งนั้นมีผลตั้งแต่วันอ่านในศาลโดยเปิดเผย ( ม.188 ) ทั้งนี้ ห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษา / คำสั่งซึ่งอ่านแล้ว (ม.190) หากคู่ความฝ่ายใดไม่พอใจในคำพิพากษา / คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นๆ = ก็สามารถยื่นคำฟ้องอุทธรณ์คำพิพากษา / คำสั่งต่อไปได้
มาตรา 193 คดีอุทธรณ์คำพิพากษา / คำสั่งศาลชั้นต้น ในข้อเท็จจริง & ข้อกฎหมาย = ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ เว้นแต่ จะถูกห้ามอุทธรณ์ โดยประมวล กม.นี้ / กม.อื่น
มาตรา 196 คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษา / คำสั่งในประเด็นสำคัญ & มีอุทธรณ์คำพิพากษา/คำสั่งนั้นด้วย
มาตรา 201 เมื่อศาลส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ( เพราะหาตัวไม่พบ / หลบหนี) / จงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ / ได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว / พ้นกำหนดแก้อุทธรณ์แล้ว = ให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไปแม้มีการอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์สามารถยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ที่ยื่นไว้ได้ (ม.202) โดย
1. ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ = ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตได้
2. เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แล้ว = ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ / ศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อสั่งแต่ทั้งนี้ ต้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่เนื่องจากอุทธรณ์ถือเป็นคำฟ้อง จึงต้องถามอีกฝ่ายหนึ่งก่อนว่าจะคัดค้านหรือไม่ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้วต้องส่งสำเนาคำร้องขอถอนอุทธรณ์ให้ฝ่ายนั้นทราบเพื่อคัดค้านประการใดหรือไม่ (ม.215 ประกอบ ม.35)ผลของการถอนอุทธรณ์ แบ่งให้พิจารณาได้เป็น
1. มีผู้อุทธรณ์ฝ่ายเดียว = ถือว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด บังคับตามคำพิพากษาของศาลล่างเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการอุทธรณ์ / ฎีกา ( ปวิอ.ม.15 ประกอบ ปวิพ. ม.132 (1) , 141)
2. มีการอุทธรณ์ทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งถอนอุทธรณ์ = คดียังไม่เป็นที่สุด เนื่องจากถือว่ายังมีการอุทธรณ์/ฎีกา กันอยู่ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา/คำสั่งนั้นได้ คดีจะเป็นที่สุดก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนไม่ได้แก้ไขคำพิพากษา/คำสั่งของศาลชั้นต้น = คำพิพากษา/คำสั่งนั้นเป็นเด็ดขาด แต่หากศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ / กลับ = คำพิพากษา/คำสั่งนั้นไม่เป็นที่สุด สามารถฎีกาต่อไปได้
มาตรา 202 ผู้อุทธรณ์ มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นก่อนส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ = กรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตได้ ( เมื่อส่งสำนวนไปแล้ว = ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ / ศาลชั้นต้นเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อสั่ง ทั้งนี้ ต้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ )เมื่อถอนไปแล้ว ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิได้อุทธรณ์ = คำพิพากษา / คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเด็ดขาดเฉพาะผู้ถอน ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์ = จะเด็ดชาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการแก้ไขคำพิพากษา / คำสั่งศาลชั้นต้น
มาตรา 212 คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาให้ลงโทษ = ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย (เว้นแต่โจทก์จะมีได้อุทธรณ์ทำนองนั้น)
มาตรา 213 ในคดีซึ่งจำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกัน / ต่อเนื่องกัน ถ้าศาลอุทธรณ์ กลับ / แก้ คำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ลงโทษ / ลดโทษให้จำเลย ( แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี) = ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ให้มิต้องรับโทษ / ได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์
มาตรา 218 คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง / แก้ไขเพียงเล็กน้อย & ลงโทษจำเลยไม่เกิน 5 ปี / ปรับ/ ทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี = ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนตามศาลล่าง / เพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย & ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ( ไม่ว่าจะมีโทษอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ) = ห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
มาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยไม่เกิน 2 ปี / ปรับไม่เกิน 40,000 บาท / ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์
ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ = ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ( แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลย ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมาก และ เพิ่มเติมโทษ จำเลย )
มาตรา 219 ทวิ ห้ามคู่ความฎีกาคัดค้านคำพิพากษา / คำสั่งในข้อเท็จจริง ในปัญหาเรื่องวิธีการเพื่อความปลอดภัยแต่อย่างเดียว ( แม้คดีนั้นจะไม่ต้องห้ามฎีกาก็ตาม )
ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความใน ม. 218 และ 219 นั้น = ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาศาลที่มีคำพิพากษา / คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย
มาตรา 219 ตรี ในคดีที่ศาลชั้นต้น ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก / เปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุก / คดีที่เกี่ยวกับการกักขังแทนค่าปรับ / กักขังเกี่ยวกับการริบทรัพย์สิน ถ้าศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น = ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้น & ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องโจทก์
มาตรา 221 ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้ โดย ม. 218 , 219 , และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่ง พิจารณา / ลงชื่อในคำพิพากษา / ทำความเห็นแย้ง (ในศาลชั้นต้น / ศาลอุทธรณ์) พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูง & อนุญาตให้ฎีกา หรือ อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป
มาตรา 222 ถ้าคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น = ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน
เมื่อมีการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาฎีกาว่า ต้องห้ามฎีกาหรือไม่ / มีเหตุสมควรยื่นฎีกาหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่สั่งรับหรือไม่รับฎีกาได้ตามที่เห็นควร แต่ทั้งนี้ หากศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับฎีกา = ผู้ฎีกาสามารถอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้
มาตรา 223 ให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้น ตรวจฎีกาว่าควรจำรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ (ตามบทบัญญัติแห่งประมวล กม.นี้)ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับ ให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน
มาตรา 224 เมื่อศาลชั้นต้นไม่ยอมรับฎีกา = ผู้ฎีกาอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลฎีกาได้ คำร้องเช่นนี้ให้ยื่นที่ศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันฟังคำสั่ง ( แล้วให้ศาลนั้นรีบส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลฎีกา พร้อมด้วยฎีกาและคำพิพากษา/ คำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ )
เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรตรวจสำนวนเพื่อสั่งคำร้องเรื่องนั้นก็ให้ศาลสั่งศาลชั้นต้นส่งมาให้
มาตรา 225 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา & ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม เว้นแต่ ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง
มาตรา 226 พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่น ขู่เข็ญ หลอกลวง
ตัวอย่าง
ข้อสอบกฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
นายสมชาย ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องว่า นายกล้าหาญกระทำความผิดฐานยักยอก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าถูกต้อง จึงสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้อง ถ้าปรากฏว่า
(ก) ในวันไต่สวนมูลฟ้อง นายกล้าหาญมาศาลและขอยื่นคำให้การต่อสู้คดีพร้อมทั้งขอสืบพยานเพื่อหักล้างพยานโจทก์ โดยอ้างว่าในการดำเนินคดีอาญา ศาลต้องเปิดโอกาสให้จำเลยได้ต่อสู้ดดีอย่างเต็มที่ กรณีหนึ่ง
(ข)ในวันไต่สวนมูลฟ้องพยานโจทก์ไม่มาศาล ศาลจึงพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ต่อมาอีก 5 วัน นายสมชายโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ โดยอ้างว่าที่พยานโจทก์ไม่มาศาลในวันไต่สวนมูลฟ้องเนื่องจากพยานป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล อีกกรณีหนึ่ง
ในแต่ละกรณีดังกล่าว ศาลพึงอนุญาตตามคำขอของนายกล้าหาญ และคำร้องของ นายสมชายหรือไม่ เพราะเหตุใด (ตอบโดยอ้างหลักกฎหมายด้วย)
ก) หลักกฎหมาย ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๖๕ วรรค๒และวรรค ๓
วินิจฉัย สำหรับคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ป.วิ.อาญา วางหลักไว้ว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นก่อนที่ศาลจะประทับฟ้อง มิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น คือถือว่าผู้ถูกฟ้องยังไม่เป็นจำเลยนั่นเอง ผู้ถูกฟ้องซึ่งยังไม่ตกเป็นจำเลยนี้จะมาศาลหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้จะยี่นคำให้การหรือดำเนินการใดๆเกี่ยวกับคดีนั้นมิได้ เว้นแต่กฎหมายอนุญาตให้กระทำได้อย่างเดียว คือ การซักค้านพยานโจทก์
กรณีตามปัญหา นายกล้าหาญ มาศาลและยื่นคำให้การต่อสู้คดีพร้อมทั้งขอสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๖๕ วรรค ๒และ วรรค๓
ดังนั้นศาลพึงไม่อนุญาตตามคำขอของ นายกล้าหาญ
(ข) หลักกฎหมาย ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๖๖ วรรค ๑และ๒
วินิจฉัย กรณีที่โจทก์ จะร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ได้ตาม ป.วิ. อาญา มาตรา ๑๖๖ วรรค ๒ นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง
ตามปัญหา ศาลพิพากษายกฟ้องพราะโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๖๖ วรรค ๒ แต่อย่างใด
ข้อสอบกฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
พงส. สน.A ได้รับสำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องไปยัง พงอ. พร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนรวม 2 สำนวน ดังนี้
(ก) สำนวนแรกผ้ต้องหาวางยาพิษผู้ตายในบ้านพักของผู้ตายซึ่งตั้งอยู่ในเขตท้องที่ สน.B แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ในเขตท้องที่ สน.A และตำรวจจับผู้ต้องหาได้ในเขตท้องที่ สน.A สำนวนหนึ่ง
(ข) สำนวนหลัง ผู้ต้องหานำโทรศัพท์มือถือที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้หมายเลขประจำเครื่องมาปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณความถี่เป็นหมายเลขประจำเครื่องของผู้เสียหายซี่งได้รับอนุญาตจาก กสท. ที่บริษัทของผู้ต้องหาซึ่งตั้งอยู่ในเขตท้องที่ สน.B แต่ผู้เสียหายนำโทรศัพท์มือถือไปใช้ในเขตท้องที่ สน.A แล้วถูกคลื่นรบกวน และตำรวจจับผู้ต้องหาได้ในเขตท้องที่ สน.A อีกสำนวนหึ่ง
ให้วินิจฉัยว่า พงอ. จะรับคดีทั้งสองสำนวนนี้ไว้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ เพราะเหตุใด
(ก) ผู้ต้องหาวางยาพิษในบ้านพักของผู้ตาย ความผิดอาญาที่ผู้ต้องหากระทำย่อมเกิดขึ้นที่บ้านพักของผู้ตายซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของสน. B ส่วนที่ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลเป็นผลของการกระทำผิด (ฎ.3337/2543)หาใช่เป็นความผิดต่อเนื่องตาม ม.19(3) ไม่ ดังนั้นเขตอำนาจสอบสวนจึงต้องพิจารณาตาม ม.18 พงส.สน.A สามารถสอบสวนได้ตาม ม.18 วรรคสอง (สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้)
****แต่เมื่อไม่ปรากฎว่ามีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกอย่างไรที่จะให้พงส.แห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
*****กรณีย่อมเข้าเกณฑ์ปกติซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของ พงส.แห่งท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตาม ม.18 วรรค 3 ซึ่งก็คือ พงส. สน.B หาใช่ พงส.สน.A อันเป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับไม่
ดังนั้นการที่ ***พงส.สน.A ซึ่งไม่ใช่พงส.ผู้รับผิดชอบ*** เป็นผู้สรุปทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องไปยังพงอ. พร้อมด้วยสำนวนเพื่อให้พงอ.พิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ปวิอ.ม.140 , 141 พงอ.จะไม่รับสำนวนคดีนี้ไว้ดำเนินการ
(ข) ผู้ต้องกานำโทรศัพท์มือถือที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้หมายเลขประจำเครื่องมาปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณความถี่เป็นหมายเลขประจำเครื่องของผู้เสียหายซึ่งได้รับอนุญาตจากกสท. แม้ผู้ต้องหาจะกระทำการดังกล่าวที่บริษัทของผู้ต้องหาซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่สน.B ก็ตาม แต่ผลของการกระทำเกิดขึ้นแก่โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ทำให้โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายถูกรบกวน จึงเป็นความผิดต่อเนื่องที่กระทำต่อเนื่องกับระหว่างท้องที่ที่บริษัทของผู้ต้องหาตั้งอยู่กับท้องที่ที่ผู้เสียหายนำโทรศัพท์มือถือไปใช้แล้วเกิดเหตุขัดข้อง ซึ่งอยู่ในท้องที่ สน.A (ฎ.781/2543)
****กรณีจึงเป็นความผิดที่ผู้ต้องหากระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ กันเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ม.19(3) เมื่อปรากฎว่าจับผู้ต้องหาได้ในเขตท้องที่สน.A ****กรณีย่อมต้องด้วย ม.19 วรรคสอง (ก) ที่กฎหมายบัญญัติให้พงส.สน.A ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้เป็นพงส.ผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
ดังนั้นการที่พงส.สน.A ได้สรุปทำสำนวนความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปยัง พงอ. พร้อมด้วยสำนวนสอบสวนคดีนี้เพื่อให้ พงอ. พิจารณาตาม ปวิอ.ม.140 , 141 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย พงอ. ต้องรับสำนวนคดีนี้ไว้เพื่อดำเนินการต่อไป
ข้อสอบกฎหมายวิธีสบัญญัติ 3 ภาค 1/2548
โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปล้นทรัพย์ สืบพยานโจทก์จำเลยได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1,2,3 ไม่ได้ปล้นทรัพย์โจทก์แต่พยายามข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งโทษกระทำชำเราน้อยกว่าปล้นทรัพย์ ศาลจะลงโทษจำเลยทั้ง 3 ในฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ข้อสอบกฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
นายสมปอง ยื่นฟ้องนายสมชายข้อหาหมิ่นประมาท สาเหตุเนื่องมาจากนายสมชายกล่าวคำหมิ่นประมาท นายสมปอง ระหว่างศาลพิจรณาคดี นายสมปองเป็นลมตาย และนายสมปองมีญาติอยู่เพียง ๒ คนคือ นายหนึ่ง ซึ่งเป็นปู่ และนายสองซึ่งเป็นลูกชาย มีอายุ ๑๖ ปี
ทั้งนายหนึ่งและนายสองต่างยื่นคำร้องต่อศาล ขอดำเนินคดี นายสมชายข้อหาหมิ่นประมาทแทนนายสมปองต่อไป
ดังนี้ ศาลจะอนุญาตตามคำร้อง ของนายหนึ่งและนายสองหรือไม่ เพราะเหตุใด
ข้อสอบกฎหมายวิธีสบัญญัติ 3 ภาค 2/2548
1. นายชายมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจหนองจอก ได้ชิงทรัพย์นายชาติในเขตท้องที่สถานีตำรวจมีนบุรี นายชาติไม่ยอมเกิดการต่อสู้กันนายชายได้รับบาดเจ็บระหว่างต่อสู้ได้กระชากสร้อยคอนายชาติ และได้พาทรัพย์นั้นไปอยู่บ้านของตน ในที่เกิดเหตุนั้นไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ นายชายไปรักษาที่โรงพยาบาลและขายสร้อยคอในเขตท้องที่สถานีตำรวจหนองจอก พนักงานสืบสวนเขตท้องที่สถานีตำรวจมีนบุรีสืบทราบว่านายชายอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจหนองจอก จึงขอความร่วมมือให้สถานีตำรวจหนองจอกช่วยจับนายชายให้ และจับนายชายได้ที่บ้านพัก ดังนั้น สถานีตำรวจเขตหนองจอกมีอำนาจในการสืบสวนดำเนินคดีแทนสถานีตำรวจมีนบุรีได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
2. นายศักดิ์กับนายสุขเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกบ นายศักดิ์ถูกนายเขียดใช้อาวุธปืนฆ่านายศักดิ์ตาย นายกบจึงเป็นโจทย์ยื่นโฟ้องนายเขียดฐานฆ่านายศักดิ์ตายคดีอยู่ระหว่างพิจารณานายกบป่วยหนักและเสียชีวิต นายสุขจะขอดำเนินคดีต่อจากนายกบจึงมาปรึกษาท่านจะให้คำแนะนำนายสุขอย่างไร เพราะเหตุใด
3. นายผันเป็นโจทก์ฟ้องนายผิวฐานทำร้ายร่างกายถูกตีที่ศีรษะ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีและพิพากษาให้นายผิวมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ นายผันไม่พอใจคำพิพากษาจึงอุทธรณ์ให้ศาลลงโทษนายผิว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จะเรียกสำนวนและสืบพยานใหม่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
